fbpx
 

อยู่แต่บ้านไม่ออกแดด ผิวก็หมองคล้ำได้

อยู่แต่บ้านไม่ออกแดด ผิวก็หมองคล้ำได้

แสงแดด มลภาวะ และความเครียด  เป็นสิ่งที่ทำร้ายผิวให้หมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ จนบางทีเราก็ต้องการหลีกเลี่ยงที่จะเจอปัญหาเหล่านั้น ด้วยการไม่ออกไปข้างนอก อยู่ภายในร่ม แต่ความจริงแล้ว การอยู่บ้าน หรืออยู่ภายในอาคาร และพื้นที่ร่ม ใช่ว่าจะไม่ทำให้ผิวเสีย ยิ่งเป็นช่วงกักตัวอยู่บ้าน หรือ Work from home ด้วยแล้ว เพราะภายในอาคารที่มีแสงไฟนีออนก็สามารถทำร้ายให้ผิวเสียได้เช่นกัน เพราะในไฟนีออนมีรังสี UV แต่อาจจะไม่เท่ากับรังสี UV ในแสงแดด แต่ในระยะยาวก็สามารถส่งผลเสียต่อผิวได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีการป้องกันผิว

และไม่เพียงแต่แสงจากไฟนีออนเท่านั้นที่เป็นอันตรายต่อผิว เพราะเรายังต้องเจอกับ “แสงสีฟ้า” (Blue light) ที่มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ซึ่งจากผลสำรวจใน 1 วัน เราใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงหรือปัจจุบันนี้อาจจะมากกว่า 5 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ก่อนจะบอกถึงอันตรายของแสงสีฟ้า เราต้องมาให้ความรู้ก่อนว่า เจ้าแสงสีฟ้า มันคืออะไร เพราะเชื่อว่ายังมีหลายคนที่ไม่ได้รู้จักแสงสีฟ้ามากนัก

แสงสีฟ้า คืออะไร?

แสงสีฟ้า (Blue light) เป็นรูปแบบของคลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า 300 นาโนเมตร ซึ่งประสาทตาของมนุษย์สามารถสัมผัสความยาวคลื่นที่อยู่ระหว่าง 400-700 นาโนเมตรเท่านั้น ซึ่งแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวแบ่งได้เป็น 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง หรือจะนึกถึงภาพของสายรุ้งก็ได้ ซึ่งแสงสีฟ้าจะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม และมีอยู่รอบๆ ตัว เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แต่ที่พบมากที่สุด คือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ

แสงสีฟ้าทำปฏิกิริยาอะไรกับผิวเราบ้าง ?

ก่อนจะไปดูว่า แสงสีฟ้าทำให้ผิวแก่ ผิวหมองคล้ำได้ไหม เรามาดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่า แสงสีฟ้านั้นทำปฏิกิริยาอะไรกับผิวเรา สิ่งที่แสงสีฟ้าทำก็คือ มันจะเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้เซลล์ผิวเราเสื่อมสภาพเร็ว นอกจากนี้ แสงสีฟ้าอาจไม่รุนแรงเท่าแสง UVA หรือ UVB แต่ว่ามันสามารถทะลุเข้าชั้นผิวได้ลึก จนถึงผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) หรือชั้นที่มีคอลลาเจนหรืออีลาสติน

อันตรายของ “แสงสีฟ้า” กับผิวหน้า

แสงสีฟ้าจะทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย ผิวขาดความชุ่มชื้น จนทำให้เกิดสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำได้อีกด้วย แสงสีฟ้าไม่ได้รุนแรงเท่ารังสี UVA และ UVB แต่ว่าแสงสีฟ้าก็สามารถทะลุเข้าชั้นผิวได้ลึกถึงผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) หรือชั้นที่มีคอลลาเจนหรืออีลาสตินอยู่ โดยเข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิว นอกจากนั้นหากมีพฤติกรรมการเล่นโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนก่อนนอน แสงสีฟ้าที่ว่านี้ก็ยังไปรบกวนฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้นอนหลับ พอมันถูกรบกวน ก็จะทำให้เรานอนหลับไม่สนิท ส่งผลเสียทางอ้อมให้กับผิว แต่ความแตกต่างระหว่างแสงสีฟ้ากับแสง UV ก็คือ แสงสีฟ้าจะไม่ทำให้ผิวระคายเคืองในทันทีทันใด แต่มันจะเป็นเหมือน “ภัยเงียบ” ที่ค่อยแทรกตัวเข้าไปในผิวเรา และทำร้ายผิวทางอ้อมนั่นเอง

แล้วเราควรรับมือกับแสงสีฟ้านี้อย่างไร ?

  • ติดฟิล์มกันแสงสีฟ้าบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือสมารท์โฟน และแท็บเล็ต
  • เล่นสมาร์ทโฟนให้น้อยลง ยามว่างทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เช่น ทำอาหาร เล่นกีฬา อ่านหนังสือ เป็นต้น
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้าได้
  • ใช้สกินแคร์ ที่สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันให้กับผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดผิวหมองคล้ำ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสตินใต้ชั้นผิว

 

เห็นมั้ยละคะคุณสาว ๆ จะเห็นได้ว่าตัวการทำลายผิวสวย นอกจากรังสียูวีที่อยู่ในแสงแดดแล้ว แสงสีฟ้าที่อยู่ในหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่คอยทำลายผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน เราก็ยังคงต้องตระหนักถึงการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน ไม่อย่างงั้นปัญหาผิวตามมาแน่ ๆ ค่ะ